บทที่ 18 “ยอดเยี่ยม!”
เยี่ยเสวียนพยักหน้าทันที ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เพียงแค่คำว่า มีเจ้าอยู่ ข้าไม่ประหม่า ก็ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด ความกังวลที่เคยมีพลันจางหายไป ราวกับมีพลังบางอย่างหล่อเลี้ยงอยู่ในอก
ในขณะนั้นเอง เขารู้สึกว่า ต่อให้ต้องยืนเผชิญหน้ากับศิษย์เอกทั้งสาม แห่งสำนักมังกรเทพ ต่อให้ทั้งลานประลองจะหัวเราะเยาะ เขาก็พร้อมจะสู้… โดยไม่หวาดหวั่นสิ่งใดอีกต่อไป
“พวกเจ้าสองคนแน่ใจหรือ ว่าจะสู้” ผู้จัดการประลองเอ่ยถามอีกครั้ง น้ำเสียงลังเล “แล้ว… พรรคพวกของเจ้ามีเพียงสองคนหรือ”
“ใช่” ฉางซีตอบเสียงเรียบ “สองคนก็เพียงพอแล้ว”
สิ้นคำพูดนั้น เสียงโห่ร้องไม่เชื่อก็ดังขึ้นรอบสนาม เสียงหัวเราะเยาะปะปนกันราวกับคลื่นซัด
ฉางซีกระตุกยิ้มที่มุมปาก สีหน้าไม่แยแส
“เริ่มการประลองเถิด”
ผู้จัดการประลองถอนหายใจยาว คล้ายทำใจ ก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่น
“เริ่มการประลองได้!”
“สาวน้อย เจ้าแน่ใจหรือว่าจะสู้กับพวกเรา” ฉู่เหวินเฉาเอ่ยขึ้น พลางหัวเราะอย่างขบขัน ดวงตาเต็มไปด้วยความดูแคลน
“หากไม่แน่ใจ” ฉางซีตอบอย่างสงบ “ข้าคงไม่ก้าวขึ้นเวทีนี้หรอก”
“ข้าไม่อยากทำร้ายผู้หญิงเลย” จื่อเฉินกล่าว พลางกวาดตามองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า “ดูการแต่งตัวของนางสิ คล้ายขอทานเสียมากกว่าผู้ประลอง”
เฟิ่งเหิงหัวเราะลั่น ก่อนจะเสริมอย่างอารมณ์ดี
“นั่นน่ะสิ! เหมือนข้ากำลังจะทำร้ายคู่สามีภรรยาขอทานเลย”
“นางเป็นมารดาข้า”
เสียงของเยี่ยเสวียนดังขึ้นเรียบ ๆ
ประโยคนั้นทำให้ทั้งสามชะงักไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังกว่าเดิม
“มารดาหรือ?” จื่อเฉินถามทวน พลางหัวเราะจนน้ำตาเล็ด “นางมีเจ้าตอนอายุสามขวบหรือไร”
เยี่ยเสวียนขมวดคิ้ว หันไปมองฉางซี สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ที่เขาพูด… ถูกต้องหรือไม่”
ฉางซีถอนหายใจเบา ๆ อย่างอ่อนระอา
“อย่าไปสนใจพวกเขา” นางกล่าว “ข้าชักรำคาญแล้ว เจ้าทำตามข้า”
สิ้นคำ นางก็วาดมือขึ้นอย่างแผ่วเบา ท่าทางเรียบง่าย ไม่มีคลื่นพลัง ไม่มีแสง ไม่มีแรงกดดันใด ๆ
สิ่งที่ปรากฏ… เป็นเพียงความว่างเปล่า
เสียงหัวเราะรอบสนามดังลั่นขึ้นอีกครั้ง
“ฮ่า ๆ ๆ นั่นหรือวิชา?”
“แม้แต่ลมก็ยังไม่พัด!”
ทว่าในจังหวะถัดมา เยี่ยเสวียนยกมือขึ้น ทำตามท่าทางของฉางซีอย่างเคร่งครัด
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง…
พลังมหาศาลที่มองไม่เห็นก็ปะทุขึ้นกลางเวที คลื่นอำนาจกดทับลงมาราวกับฟ้าผ่าลงสู่พื้นศิลา
เสียงหัวเราะขาดห้วง เสียงอากาศฉีกกระชากดังสนั่น
ร่างของฉู่เหวินเฉา จื่อเฉิน และเฟิ่งเหิง ถูกซัดปลิวออกไปจากเวทีในคราเดียว ร่วงกระแทกพื้นด้านล่างอย่างหมดท่า แม้แต่โอกาสจะตั้งรับก็ยังไม่มี
ทั่วทั้งลานประลอง… เงียบกริบ
ฉางซีหันไปมองเยี่ยเสวียนทันที สีหน้าเคร่งขรึม
“เจ้าใช้พลังมากไป คราวหน้า ส่งพลังเพียงเล็กน้อยก็พอ!”
เยี่ยเสวียนพยักหน้าอย่างว่าง่าย ใบหน้าซึมลงเล็กน้อย ราวกับเด็กที่ถูกดุ
รอบสนามยังคงเงียบงัน ผู้คนอึ้งค้าง ราวกับไม่อาจเชื่อสายตาตนเอง
ก่อนที่ผ่านไปครู่ใหญ่…
เสียงปรบมือจะดังขึ้น
ทีละคน
สองคน
จนในที่สุดก็กลายเป็นเสียงดังกึกก้อง
“เยี่ยม”
“ยอดเยี่ยม!”
เสียงชื่นชม เสียงอุทาน และสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง ต่างพุ่งมายังร่างของทั้งสองบนเวที
ฉางซีคลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยถามผู้จัดการประลองด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“เช่นนั้น… ข้าได้เป็นศิษย์สายนอกแล้วใช่หรือไม่”
ผู้ถูกถามชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างชัดเจน
“ใช่” เขากล่าว “เจ้าได้เป็นศิษย์สายนอกของสำนักเซียนกลีบบุปผาสวรรค์แล้ว”
จากนั้นเขาหันไปทางศิษย์ในสำนักผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
“หลี่เซวียน พาพวกเขาเข้าสำนัก เปลี่ยนเป็นชุดของสำนักให้เรียบร้อย”
“ขอรับ” หลี่เซวียนรับคำทันที
ผู้จัดการประลองไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เขาหมุนกาย เดินจากลานประลองกลับเข้าสู่เขตในของสำนัก ทว่าขณะก้าวเดิน จิตใจก็ยังไม่อาจสงบนิ่งได้
พลังเมื่อครู่… มากเกินไป
ไม่ใช่ระดับที่ศิษย์สายนอกควรมี และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาจะสำแดงออกมาได้
ในใจเขาอดคิดไม่ได้ คนผู้นั้น อาจเป็นเทพเซียนผู้ใดผู้หนึ่งแปลงกายลงมาเล่นสนุกในโลกมนุษย์ หรือไม่ก็เป็นผู้ที่กำลังเผชิญด่านเคราะห์ ปิดบังพลังที่แท้จริงไว้
ไม่ว่าอย่างใดก็ตาม… วันนี้ สำนักเซียนกลีบบุปผาสวรรค์ อาจรับเอาตัวตนที่ไม่ธรรมดาเข้ามาแล้ว นับเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก
